หนังแอคชั่นสุดมันส์ประจำปี ที่เข้าตากรรมการคงมี Vantage point เข้ารอบและอยู่ในอันอับต้นๆเป็นแน่แท้

Salamanca-Spain : เมืองซาลามังกา ประเทศสเปน

การประชุมสุดยอดแห่งสันติภาพจากผู้นำกว่า 150 ประเทศใจกลางจัตุรัสมายอ เพื่อลงนามในแผนปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้ายของประธานาธิบดีแอสตั๊น

จากเหตุการณ์ 911 เมื่อวันที่ 11 กันยายนที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ก่อการร้ายครั้งนั้นกว่า 4,500 ชีวิต

ทำให้สหรัฐเป็นตัวตั้งตัวตีในการเรียกร้องหาสันติภาพและรวมมิตรประเทศเพื่อทำสงครามกวาดล้างเหล่าผู้ก่อการร้าย ซึ่งในเนื้อหนังพุ่งเป้าไปที่ชาติอาหรับ...

เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ในครั้งนี้ ถูกถ่ายทอดสดเผยแพร่ไปทั่วโลกผ่านช่องข่าว GNN

ที่นำเสนอแต่ในแง่สนับสนุนและอวยสหรัฐ... ในขณะที่ปิดกั้นการนำเสนอกลุ่มที่ไม่พอใจและคิดเห็นไม่ตรงกันกับนโยบายของสหรัฐอเมริกา...

พร้อมๆกับเหตุการณ์ก่อการร้ายเพียงเสี้ยววินาที  ระเบิดใหญ่ 2 ครั้งใจกลางจัตุรัส

กระสุนพุ่งเป้ายิงไปที่บุคคลสำคัญ...

การเดินเรื่องของหนัง เป็นการค่อยๆคลี่คลายความจริงทีละเปลาะ

ผ่านการเล่าเรื่องจากบุคคลแปลกหน้าที่ต่างก็พัวพันในเหตุการณ์นาทีระทึกนี้ด้วยกัน 8 คน ผ่าน 8 ฉากเหตุการณ์จากหลายมุมมอง ที่กดปุ่มกลับไปประมาณ 23 นาทีย้อนหลัง โดยการตัดสลับภาพจากบุคคลแปลกหน้าเหล่านั้น ในการเดินหน้าหาความจริงเพียง 1 ความจริง

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เนื้อหนังไม่ทิ้งและลดความสำคัญของ Thomas Barnes (Dennis Quaid) เป็นผู้เชื่อมโยงความสำคัญของเหตุการณ์และเป็นตัวแปรคลี่คลายเฉลยปมของการลอบฆ่าในครั้งนี้

Thomas Barnes ผู้อารักขาประธานาธิบดีปฏิภาณดีคนหนึ่ง ที่ได้รับความวางใจจากประธานาธิบดี แต่การหายไปกว่า 6 เดือนจากเหตุการณ์ลอบฆ่าครั้งที่แล้ว และเค้าได้รับบาดเจ็บจากการรับกระสุนแทนประธานาธิบดี ทำให้ไม่มีใครตอบได้ว่า การทำหน้าที่เป็นผู้อารักขาจะกลับมาเต็มร้อยสมบูรณ์แบบได้เหมือนเดิม

แต่ทั้ง 90 นาทีของหนัง ก็ยืนยันความสมบูรณ์เต็มร้อยของเค้าได้ ชนิดที่แบบอึดเกินจริง เจ๋งสุดๆ! ทั้งเก่ง ฉกาจ ระห่ำ ห้าวหาญไล่ล่าแบบกัดไม่ปล่อย

เนื้อหนังนอกจากจะพยายามนำเสนอในมุมของ Thomas Barnes พระเอกของเราที่กล้าระห่ำ ผู้ไขปริศนาในทุกชอทเหตุการณ์ ไม่แปลกถ้าเราจะคิดว่า  ก็พระเอกของเราถูกสบประมาทไว้อย่างนั้น ว่า

ความสมบูรณ์ของสติสัมปชัญญะในการอารักขาได้อ่อนด้อยลงไปจากเหตุการณ์ลอบสังหารครั้งที่แล้ว

การที่บาร์นต้องการพิสูจน์ว่าเค้าสามารถทำงานได้ เค้ายังพร้อมเต็มร้อยเหมือนเดิม นั่นคือเหตุผล!

แต่เอาเข้าจริงๆ การคลี่คลายปมของเรื่อง พระเอกตัวจริงของเราน่าจะเป็นภาพที่ได้จากการบันทึกเหตุการณ์ดังกล่าวจากกล้องแฮนดิแคมของนักท่องเที่ยวชาวสหรัฐ

รวมถึงภาพจากห้องควบคุมการถ่ายทอดสดจากโปรดิวเซอร์ข่าวการเมืองของ GNN ซะมากกว่า

การเล่าเรื่องของหนัง เป็นรูปแบบที่พบไม่บ่อยนักในหนังฮอลลีวูดเพราะเป็นการเล่าในสถานการณ์เพียงเสี้ยวขณะเวลาเดียวกัน การชนบรรจบกันของเหตุการณ์ทำให้หนังเรื่องนี้เป็นสิ่งที่น่าทึ่ง

ความต้องการคำตอบจากปมปริศนาแห่งการลอบสังหารที่ผูกขึ้นในแต่ละชอทและค่อยๆคลี่คลายในแต่ละชอท ก็เพียงพอที่จะสะกดให้อยู่ใน 90 นาทีแห่งความมันส์ระทึก

โดยที่เอาเข้าจริงๆก็ไม่รู้ตัวว่าถูกสะกดให้ดูหนังโฆษณาเรื่องยาวที่ขายความเป็นพระเอกของชาติอินทรี, พระเอกบาร์นที่เป็นชาวอเมริกัน, นักท่องเที่ยวฮีโร่อีกคนก็เป็นชาวอเมริกันที่เก็บภาพอันเป็นตัวไขปริศนาของเหล่าผู้ก่อการร้าย(แถมในเรื่องเป็นคนสีผิวเสียด้วย), สถานีข่าว GNN (ฟังยังไงก็คล้าย CNN) สำนักข่าวของอเมริกันชน เก็บภาพที่ส่วนใหญ่ก็ช่วยพระเอกไขปริศนาการก่อการร้ายได้อีก ตามสูตร

อเมริกา เป็นสินค้าที่ดีในขณะที่ชาติอาหรับตะวันออกกลาง เป็นสัญลักษณ์ของการก่อการร้าย ที่หนังเรื่องนี้ยัดเยียดให้....นอกจากข้างต้น เรายังมีสินค้าเป็นกล้องแฮนด์ดิแคมที่เก็บภาพได้ทุกสถานการณ์สำคัญๆ มีระบบป้องกันการสั่นสะเทือนเป็นเยี่ยมยังไม่พอ  ขนาดโดนระเบิดกระเด็นไปคนละที่คนละทางกับผู้ใช้กล้อง ยังเก็บขึ้นมาถ่ายต่อได้อีก ท่าทางแทบแยกไม่ออกว่าใครเป็นพระเอกตัวจริงระหว่างกล้องกับ Thomas Barnes...

รถยนต์ที่ Thomas Barnes ขับไล่ล่ากลุ่มก่อการร้ายก็เกาะถนนเป็นเยี่ยม ระห่ำ ดุ ทน ซะจนอยากถอยมาขับสักคัน เพราะรถเล็กไซค์อย่างพระเอกขับในหนัง ถ้าเป็นรถญี่ปุ่นธรรมดาก็ปลิวแล้วถ้าขับเกิน 80

อย่างไรก็ตามความมันส์ระทึกของหนังทำให้การถูกบอกขายของใน 90 นาทีพอที่จะให้อภัยได้ ที่อดชอบใจไม่ได้กับการมาของคุณธรรมจริยธรรมของตัวพ่อ ผู้นำกลุ่มก่อการร้ายครั้งนี้ ที่อยู่ๆก็มีศีลธรรมขึ้นมา เมื่อขับรถหักหลบเด็กหญิงอันนากลางถนน ก็ไอ้ตัวพ่อคนนี้ไม่ใช่หรือที่เหนี่ยวไกปืนจากสัญญาณมือถือสังหารประธานาธิบดี, จุดชนวนระเบิดจากสัญญาณมือถือถึง 2 ครั้ง, ฆ่าน้องชายของมือปืน เวียร์, ฆ่าตากล้องปลอม แถมท้ายเรื่องยังจะลุกขึ้นมายิงพระเอก แต่สุดท้าย….

ถ้าดูแบบเอามันส์ ไม่ลืมว่าการดูหนังเป็นเพียงความบันเทิงอย่างหนึ่ง  ก็ถือว่า Vantage point เป็นหนังแอคชั่นมันส์ระห่ำที่น่าดูโดยไม่มีเหตุผลอีกเรื่องหนึ่งประจำปีนี้ที่ดีกรีความมันส์ไม่แพ้หนัง The Bourne Ultimatum อย่างแน่นอน.... 

จากฉากมุมบนจัตุรัสมายอ พุ่งเป้าสังหารไปที่ประธานาธิบดี

บรรยากาศทำให้นึกถึงฉากลอบสังหารใน Shooter ไม่ได้

ากประเด็นเริ่มต้นที่การลอบสังหารเหมือนกัน แต่เล่นกับคนดูต่างกัน ถ้า Vantage point ใช้ปืนกลที่ตั้งพิกัดยิงและเหนี่ยวไกโดยสัญญาณมือถือ อาจด้วยเทคโนโลยีของยุคสมัย อุปกรณ์ไฮเทคต่างๆ ทำงานแทนเราได้แต่ใน Shooter การจะลอบสังหาร ในเหตุการณ์มันต้องอยู่ภายใต้พิกัดที่มีการคำนวณล่วงหน้า ไม่ว่าจะอุณหภูมิ พิกัด อากาศ ความชื้นตลอดจนแรงลม การลอบสังหารเหมือนกันแต่วิธีการต่างกัน...

ความมันส์ก็ต่างกัน หยิกเข้าประเด็นการเมืองก็ต่างประเด็นกัน!

Bob Lee Swagger (Mark Wahlberg) - พลแม่นปืนสังกัดนาวิกโยธิน จากปฏิบัติการหน่วยรบพิเศษในเอธิโอเปีย โดยมี Donnie (Lane Garrison) คู่หูบอกพิกัดยิง แต่ก็เป็นเพียง Swagger ที่รอดชีวิตจากปฏิบัติการเพื่อชาติครั้งนั้น

ทั้งที่ถูกทอดทิ้งจากหน่วยบัญชาการ และถูกทางการจำหน่ายว่าตายแล้ว

Swagger ปลีกตัวเองตัดขาดจากโลกภายนอก อยู่อย่างสงบและสันโดษบนเทือกเขาใหญ่ โดยมีแซมหมาคู่ใจเป็นเพื่อน

แต่หลังจากนั้น 36 เดือน Swagger ถูกทางการขอความช่วยเหลือโดยให้วางแผนลอบสังหารประธานาธิบดีสหรัฐ เพื่อที่ทางการจะได้สกัดกั้นการลอบสังหารจริงจากฝ่ายผู้ก่อการร้าย เพราะในวงการ Swagger จัดว่าแม่นปืนระดับพระกาฬ

แต่เค้าพยายามที่จะปฏิเสธทุกกรณี หากแต่ถ้า Colonel Johnson (Danny Glover) ไม่ยกเรื่องรักชาติและการสาบานตนที่จะคงไว้ซึ่งการรักษาไว้ของรัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐอเมริกามาอ้างแล้วละก็

เพราะเรื่องรักชาติมันเป็นสิ่งที่อ้างไม่ได้ไม่งั้นพระเอกของเรามีอันต้องของขึ้น

เมื่อเขาตัดสินใจเข้าร่วมขบวนการกู้ชาติ (คิดไปเอง) เพราะที่จริงเป็นการลอบสังหาร อาร์ค บิชอป

Swagger เองก็ถูกหักหลัง และกลายเป็นแพะจากเหตุการณ์ครั้งนี้ เพราะมันเป็นแค่ฉากบังหน้าของพวกแสวงหาประโยชน์ในคราบของหน่วยบัญชาการพิเศษของสหรัฐ

ความสนุกระห่ำระทึกใจ มันดำเนินไปอย่างเงียบๆ ไม่เอิกเกริกหวือหวาเหมือน Vantage point แต่เต็มไปด้วยความน่าติดตามมีชั้นเชิงและเป็นหนังแอคชั่นขั้นคลาสสิค

ความสนุกมันไม่ได้อยู่ที่ความอลังของฉาก หรือนักแสดงที่เป็นแม่เหล็กมากมาย แต่เนื้อหนังเล่นกับชั้นเชิง ปฏิภาณความหลักแหลมของ Bob Lee Swagger ว่าจะมีกลวิธีเอาตัวเองรอดออกมาจากสถานการณ์คับขันการใช้เทคนิคโน้มน้าวให้ Nick Memphis FBI แกะดำในสายตาของเพื่อน FBI ด้วยกันมาเป็นพวก และร่วมกันทำภารกิจปลดปล่อยตัวเองให้รอดพ้นจากมลทินได้อย่างไร

Memphis: You set me up and you used me as bait! แกใช้ฉันเป็นนกต่อ

Swagger: You think? Flushed them out, didn’t it? คิดงั้นเหรอ แต่ก็ได้ผลนี่ กะจะจับเป็น แต่ดูท่าแล้วพวกมันเก็บนายแน่

Memphis: I was kind of hoping to keep one alive, but they were kind of determined to kill you.

You can hire a good lawyer, and I’ll call the Bureau.

 They can work out some kind of deal. This is explainable.

 You can prove that you didn’t shoot the archbishop.  

หาทนายเก่งๆ เดี๋ยวติดต่อทางการได้ น่าจะมีทางตกลงกันได้ที่ยังพอมีทางพิสูจน์กันได้ว่านายไม่ได้ฆ่าอาร์คบิชอบ

Swagger: I don’t think you understand. These boys killed my dog.

 นายคงไม่เข้าใจ มันฆ่าหมาของฉัน

Memphis: Hey! This is the 21st century. You can’t go to war with these people.

In the end, the law is all…

 เฮ้! ศตวรรษที่ 21 แล้วใช้กำลังกับพวกนี้ไม่ได้หรอก เราต้องใช้กฏหมาย

Swagger: In the end, the law’ll never catch and hold them.

In a year or two they’ll be back in business. New name, New messenger boys, same old story.

And I’ll be dead. It’s gonna be some hard, hary work, pork.

There’s gonna be more shooting, and more people are gonna die…   

กฎหมายเอาพวกนี้ไม่อยู่หรอก

ไม่กี่ปีก็ได้ออกจากคุกเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนแก๊งค์ แต่ไม่เปลี่ยนสันดานเลว มันตามเก็บฉันแน่

งานนี้ดูท่าจะต้องมีคนยิงกันอีกเยอะ

Now, I didn’t start it, but be sure as hell I mean to see it through.

So you get it straight, you in or you out? 

ฉันไม่ได้เป็นคนเริ่มแต่จะจบมันเอง ถามตรงๆเลย นายจะเอาด้วยมั๊ย...

ความสะใจของหนังมันเข้าทางคนดูตรงที่ว่า

พระเอกใช้ศาลเตี้ยและสู้นอกเกม นอกกฎหมายจัดการเก็บเหล่าร้ายที่มีอำนาจรัฐอยู่ในมือ

เรียกว่ากวาดล้างแบบไม่เหลือซากสเน่ห์ของหนังอยู่ที่การจับวาง Mark Wahlberg กับบทของ Bob Lee Swagger ได้อย่างเหมาะเจาะลงตัว

ดูเหมือนพระเอกของเราจะถนัดกับบทตำรวจและชินกับความดิบเถื่อนเป็นอาชีพ,

ข้อมูลของปืนและการใช้ปืนในหนังทำเอาเราต้องเก็บกลับมาศึกษาถึงข้อเท็จจริงและความเป็นไปได้

ดูแล้วการเอาตัวรอดของพระเอกมันออกจะไม่ธรรมดาแค่เอาตัวรอด แต่กลับซับซ้อนโยงใยเข้าถึงเบื้องหลังที่มาของเหตุการณ์ 911, การทรมานทหารอิรักในคุก รวมถึงความไม่สงบในอัฟกานิสถาน การล้างบางชาวอัฟกันในหมู่บ้านที่เป็นทางผ่านของท่อน้ำมัน

ทั้งหมดนี้เหตุเกิดจากความละโมบผลประโยชน์ของตำรวจร้ายและผู้มีอำนาจรัฐระดับสูง

Shooter ทำให้อเมริกันชนเกิดอาการ Fashioned American Virtue อยู่พักใหญ่และถวิลหาตำรวจต้นแบบอย่าง Bob Lee Swaggerและสะใจกับจุดจบของเหล่าร้ายที่ฉาบในคราบนักการเมืองและผู้มีอำนาจรัฐระดับสูงที่มีสันดานเดียวกันทั่วโลก

Shooter คือบทสรุปของความมันส์ สะใจ บู๊คลาสิคและแนวเรื่องตามใจคนดูในแบบฉบับที่คนดูอยากให้เป็น แต่ออกจะโอเวอร์แอคชั่นไม่แพ้ Vantage Point แต่ก็อย่างว่า ดูเอามันส์ เพราะการดูหนังเป็นความบันเทิงรูปแบบหนึ่ง เท่านั้นเอง!!

 

edit @ 19 May 2008 23:42:11 by ปุ๊กปิ๊ก

edit @ 20 May 2008 00:22:36 by ปุ๊กปิ๊ก

ช่วงวันหยุดยาวติดต่อกันหลายวันที่ผ่านมา 12-16 เมษายน 2551

เราเรียกว่า ช่วงเทศกาล"วันสงกรานต์"

ก็ใช่น่ะสิ! อย่างกับใครเค้าไม่รู้งั้นแหล่ะ แต่ใครจะรู้บ้างว่า ที่มาที่ไปของประเพณีสงกรานต์ มีจุดเริ่มต้นอย่างไร และเหตุใดจึงต้องมีประเพณีสงกรานต์ ?

เราเอง คงไม่กลัวที่ใครจะว่า "โง่" ถ้าถามว่ารายละเอียดน่ะไม่รู้ จำได้แต่ว่า พ่อเคยเล่าเป็นนิทานให้ฟังเมื่อครั้งยังเด็กเล็กนัก แต่มารู้ละเอียดก็ตอนโตเนี่ยหล่ะ หากใครสนใจอยากรู้บ้าง ว่าที่มาเป็นยังไง สำหรับประเพณีสงกรานต์ ที่น่าจะมีอะไรมากกว่าการสาดน้ำ ก็นี่เลย คลิกเข้าไปอ่านกันได้  http://www.banfun.com/culture/newyearthai.html

แต่ที่เราๆ เด็กรุ่นหลัง ได้ซึมซับมาก็คงไม่พ้นว่า เป็นช่วงเทศกาลที่นอกจากจะได้มีวันหยุดยาวหลายวันแล้ว ยังเป็นโอกาสที่เราจะได้ถือเอาเป็นวันสำคัญ ที่ให้ความสำคัญกับผู้หลักผู้ใหญ่ บุพการี ผู้มีพระคุณที่เลี้ยงดูเรามา ด้วยการรดน้ำ ขอพร แต่ต้องไม่ลืมที่จะขอขมาก่อน เพราะบางครั้งบางที วัยรุ่นอย่างเราก็นอกลู่นอกทางไปบ้างตามประสา

อย่างปีนี้ล่วงมาถึง...

เราเองก็ประพฤติปฏิบัติเฉกเช่น บรรดาลูกๆหลานๆ ของบ้านอื่น ที่ยึดหลักปฏบัติดีกันนั่นแหล่ะ

หยุดยาวก็ "กลับบ้าน" ที่ๆมีกลิ่นไอของความ "อบอุ่น" อยู่เต็มหัวใจ

การเดินทาง แม้จะทุลักทุเลอยู่สักหน่อย สำหรับปีนี้ เราเองก็ยังไปคนเดินดินทั่วไป ไม่มีรถหรูเป็นของส่วนตัว หากกลับบ้านในช่วงเทศกาลคราใด ก็ยังคงต้องใช้บริการขนส่งมวลชนอยู่ดีนั่นแหล่ะ

ผิดก็แต่ปีนี้ ช่างโหดเหลือคณา เพราะว่ารถโดยสารที่ว่า มีไม่เพียงพอกับความต้องการของประชาชน!!

จึงมีธุรกิจขนส่งเดินรถ แอบแฝงในรูปแบบต่างๆ จะว่าไป ไม่ได้ว่าหรือถือจะเอาผิดใคร ก็นานทีจะมีเทศกาลให้กลุ่มคนเหล่านี้ ได้ตักตวงรายได้บ้าง คนไทยเหมือนกัน ก็ไม่ว่ากันหรอก... แต่ว่า มันโหดไปนะ ถ้าปกติราคาค่ารถ ที่เคยไปในเส้นทางเดียวกันมันอยู่ที่ 262 บาท แต่ช่วงเทศกาล รถที่เคยเดินทางประจำขาดช่วง เราจำเป็นต้องใช้บริการทางเลือกที่มีสนนราคาที่ 680 บาท เราจึงจะได้กลับบ้าน... (นี่โชคดีนะที่มีกะตังค์) แล้วถ้าเป็นคนอื่นที่เค้าไม่ได้หาเงินง่ายล่ะ มันน่าคิดนะ ใครๆก็อยากกลับบ้าน ไปเยี่ยมพ่อเยี่ยมแม่ คนที่เข้ามาทำงานในเมืองหลวง ส่วนใหญ่ ก็มีหัวใจเดียวกันทั้งนั้น! ถึงวันสงกรานต์, ปีใหม่, ตรุษจีน หรือวันหยุดยาวใดๆ ก็อยากกลับบ้าน ไปสูดกลิ่นไอความอบอุ่น เพื่อเสริมแรงกายแรงใจให้มีพอที่จะมาต่อสู้ดิ้นรนกันต่อไป...

นั่นสิ! กลุ่มคนที่หวังโกยผลประโยชน์จากช่วงเทศกาล นั่น..."คนไทยรึเปล่า? " (ไม่ได้จะโฆษณาเบียร์ซ้าง.. แค่อยากถามดังๆ ) คนไทยเหมือนกัน ทำกันได้...

 

ว่ากันต่อ...

ถึงบ้านแล้ว ผู้เป็นแม่ จักแจงที่หลับที่นอนเฝ้ารอ หัวถึงหมอน ก็นอนเอาแรง

อากาศที่ต่างจังหวัด แม้จะมีความศิวิไลซ์ เคลือบแคลงคืบคลานเข้าไป ทำให้ "บ้านนอก" ของฉัน

เปลี่ยนแปลงไปบ้าง แต่ก็ยังจำกลิ่นได้ และก็ยังดีกว่ากลิ่นควันดำๆ ในเมืองหลวง (ว่าเมืองหลวงจัง! แต่ก็ยังมาอยู่อยู่ได้...)

เช้าวันใหม่ ที่บ้านนอก...

ได้ยินเสียงนกร้อง พร้อมๆกับแสงสาดส่องในตอนเช้า - ที่เราไม่เคยได้ยิน ได้เห็นตอนอยู่เมือง!

กลิ่นหอมๆจากหม้อหุงข้าว ที่แม่ตั้งข้าวไว้ - เช้าๆที่นู่น เราล่ะมองหาแต่ข้าวเหนียวหมูปิ้งข้างป้ายรถเมล์ซะเรื่อย..

ได้กินอาหารอร่อยๆ ฝีมือแม่ (แต่ตอนนี้ แม่เราเข้าวันชรามากแล้ว จะมานั่งทำเองก็ดูจะเกินกำลัง "สาวน้อย" ไปหน่อย)

สายๆของวันแรก ช่วงวันหยุด เราและน้องๆ หลานๆ ตั้ง "ป้อม" ที่จะเล่นน้ำ หน้าบ้าน สายยาง, กะละมัง, อ่าง, โอ่ง, ขันและถัง มือปืนฉีดน้ำที่น้องชายตัวดีเก็บรักษามาตั้งแต่สงกรานต์ปีที่แล้ว ก็ยังนำกลับมาใช้เพราะมันยังใช้ได้ดี ปลายสายตา มองไปไกลๆ เห็นขบวนแห่นางสงกรานต์อยู่กลายๆ ผู้คนผ่านมาผ่านไป ให้เราได้สนุกสาดน้ำ... จนบ่าย แดดแรงมากแล้ว ตัวเปียกจนหนาว ทั้งที่แดดแรงลงมติ "พัก" กันก่อนดีกว่า สงสัยจะแก่มากแล้วเรา สาดน้ำจนเมื่อยล้าแขน ได้ความสนุกมาเต็มๆ มันดีใจเวลาได้สาดน้ำ ขอให้ได้สาดก็ดีใจมากแล้ว อันนี้ใครได้เล่นน้ำ ก็คงเข้าใจความรู้สึกนี้ดี!!

พักแล้วพักเลย กินๆๆๆ เพิ่มพลัง ชดเชยที่เสียไปจากการสนุกสาดน้ำ

 

วันที่สอง....

เราขนข้าวของเครื่องใช้ขึ้นรถ..

ไปบ้านเกิด ภูมิลำเนาของ "แม่" อีกที

ทำบุญอุทิศส่วนกุศลถึงผู้ล่วงลับ ทำสังฆทานแด่พระภิกษุสงฆ์....

สิ่งของเสื้อผ้าเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เราไม่ใช้ เราเอาไปมอบให้ญาติที่อยู่ห่างไกล (แต่ว่า.. ถ้าคลื่นมือถือไปถึง อะไรๆก็ไปถึงแล้วนะทุกวันนี้)

ญาติเรา ยังทำนาและภูมิใจที่มีอาชีพทำนา แต่พอถามว่า ปีนี้ท่าจะร่ำรวยมีเงินมีทองกับเค้าบ้างนะ

กลับได้คำตอบกลับมาว่า...

ข้าวแพง ก็จริงอยู่ แต่คนที่รวย ไม่ใช่ชาวนา!

เพราะราคาข้าวที่แพงอย่างทุกๆวันนี้ เป็นข้าวที่เหล่า "พ่อค้า" กวาดซื้อตั้งแต่ตอนที่ยังไม่ขึ้นราคา พอราคาตลาดขึ้น คนที่ได้กำไรงาม ก็ยังเป็นพ่อค้าอยู่ดี ส่วนชาวนา ขายข้าวได้ ก็ต้องเอาไปจ่ายค่าปุ๋ย ใช้หนี้ ธกส. และอื่นๆอีกมากมาย จะมีบางส่วน ที่เก็บเกี่ยวภายหลัง ที่หวังจะขายให้ได้กำไร แต่ก็ยังถูกกดราคาจาก "พ่อค้า" อยู่ดี สู้เก็บไว้กินเองดีกว่า...

แต่น้าก็มีความสุข ที่ลูกหลานโตๆกันมีงานทำ(ก็เข้ามาทำงานกรุงเทพฯ อีกเหมือนลูกหลานบ้านอื่น ที่เด็กรุ่นใหม่ ไม่อยาก"ทำนา" กันแล้ว) แล้วก้ได้ส่งเงินมาให้น้าบ้าง ...

พวกเราไปทำบุญกันที่วัดใหญ่ ใหญ่แต่พื้นที่ แต่ห่างไกลความเจริญ วัตถุน้อย แต่ยังเป็นแหล่งบุญให้ชุมชนได้ยึดเหนี่ยวจิตใจ (เราอยากทำบุญกับ "วัด" แบบนี้ เพราะวัดไหนที่ความเจริญทางวัตถุเข้าถึง วัดก็จะสร้างวัตถุมงคล มาล่อ หาเงินเข้าวัดแล้วพระก็ไม่มีเวลามาเทศนาธรรมให้กับญาตฺโยม กันเลยทีเดียว)

ที่ร้านอาหาร ....

เราดีใจ ที่อิ่มใจ มันเป็นมื้อที่ "อร่อย" มื้อหนึ่ง ก็ตรงที่ เราได้มีส่วนจ่ายค่าอาหารคนละครึ่งกับพี่สาว

จากที่เมื่อเรายังเด็ก แม่จะเป็นคนรับผิดชอบมันทั้งหมด...

วันนี้.. แม่มีหน้าที่อย่างเดียวที่ต้องรับผิดชอบความอร่อยทั้งหมดที่อยู่บนโต๊ะอาหารนั่นซะ!

xปลื๊ม....x

edit @ 16 Apr 2008 21:07:20 by ปุ๊กปิ๊ก

edit @ 16 Apr 2008 21:47:20 by ปุ๊กปิ๊ก

ก่อนที่จะถึงวันนี้...

เมื่อคืนเรา"เครียด"กับ"แพลน"งานของวันนี้ทั้งคืน!

เพราะคิวการถ่ายงาน มันไม่ตรงกันเรื่องเวลานิดหน่อย

แต่เมื่อวันนี้มาถึง ...

งานที่เราเครียดมาทั้งคืน มันก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี

แม้จะมีอุปสรรคบ้างเล็กน้อย!

อีกที... วันศุกร์ที่ 11 เมษายน 2551 และใกล้เข้ามาของวันหยุดยาวของเทศกาล"วันสงกรานต์"

.....หลายคนต่างมุ่งหน้ากลับ "บ้านเกิด" เยี่ยม "บ้าน"

ชีวิตการทำงานในเมืองหลวง

เมืองที่วุ่นวาย รีบเร่ง

และหลายคนต่างมาจากหลายหลาก "ถิ่น"ที่นี่ "กรุงเทพฯ" มีแต่พื้นที่ ที่ให้เรา "ทำงาน"

บางครั้ง เมืองหลวงแห่งนี้ ไม่มีพื้นที่ให้ความ "อบอุ่น" ได้เหมือนคำว่า "บ้าน" หรอกนะ!!

บางชีวิต ที่เลือกมาหายใจ ในเมืองหลวงนี้ ไม่แปลกที่ต้องแลกด้วยความ "เหงา" และ "โดดเดี่ยว"

แต่เพื่อให้ได้มาซึ่ง คำว่า "ความสำเร็จ" บางคนไปไกลถึงคำว่า "ชื่อเสียง" "เงินทอง" ...

สงกรานต์นี้ ในอีกไม่กี่วันที่จะมาถึง

จะเป็นอีกช่วงเวลาดีๆ ที่คนในครอบครัว ได้อยู่รวมกัน

อย่างพร้อมหน้าหลายครอบครัว คงเป็นอย่างนั้น ....

เราเองก็ด้วย ..."คิดถึงบ้าน" :)

edit @ 11 Apr 2008 19:48:49 by ปุ๊กปิ๊ก