ช่วงวันหยุดยาวติดต่อกันหลายวันที่ผ่านมา 12-16 เมษายน 2551

เราเรียกว่า ช่วงเทศกาล"วันสงกรานต์"

ก็ใช่น่ะสิ! อย่างกับใครเค้าไม่รู้งั้นแหล่ะ แต่ใครจะรู้บ้างว่า ที่มาที่ไปของประเพณีสงกรานต์ มีจุดเริ่มต้นอย่างไร และเหตุใดจึงต้องมีประเพณีสงกรานต์ ?

เราเอง คงไม่กลัวที่ใครจะว่า "โง่" ถ้าถามว่ารายละเอียดน่ะไม่รู้ จำได้แต่ว่า พ่อเคยเล่าเป็นนิทานให้ฟังเมื่อครั้งยังเด็กเล็กนัก แต่มารู้ละเอียดก็ตอนโตเนี่ยหล่ะ หากใครสนใจอยากรู้บ้าง ว่าที่มาเป็นยังไง สำหรับประเพณีสงกรานต์ ที่น่าจะมีอะไรมากกว่าการสาดน้ำ ก็นี่เลย คลิกเข้าไปอ่านกันได้  http://www.banfun.com/culture/newyearthai.html

แต่ที่เราๆ เด็กรุ่นหลัง ได้ซึมซับมาก็คงไม่พ้นว่า เป็นช่วงเทศกาลที่นอกจากจะได้มีวันหยุดยาวหลายวันแล้ว ยังเป็นโอกาสที่เราจะได้ถือเอาเป็นวันสำคัญ ที่ให้ความสำคัญกับผู้หลักผู้ใหญ่ บุพการี ผู้มีพระคุณที่เลี้ยงดูเรามา ด้วยการรดน้ำ ขอพร แต่ต้องไม่ลืมที่จะขอขมาก่อน เพราะบางครั้งบางที วัยรุ่นอย่างเราก็นอกลู่นอกทางไปบ้างตามประสา

อย่างปีนี้ล่วงมาถึง...

เราเองก็ประพฤติปฏิบัติเฉกเช่น บรรดาลูกๆหลานๆ ของบ้านอื่น ที่ยึดหลักปฏบัติดีกันนั่นแหล่ะ

หยุดยาวก็ "กลับบ้าน" ที่ๆมีกลิ่นไอของความ "อบอุ่น" อยู่เต็มหัวใจ

การเดินทาง แม้จะทุลักทุเลอยู่สักหน่อย สำหรับปีนี้ เราเองก็ยังไปคนเดินดินทั่วไป ไม่มีรถหรูเป็นของส่วนตัว หากกลับบ้านในช่วงเทศกาลคราใด ก็ยังคงต้องใช้บริการขนส่งมวลชนอยู่ดีนั่นแหล่ะ

ผิดก็แต่ปีนี้ ช่างโหดเหลือคณา เพราะว่ารถโดยสารที่ว่า มีไม่เพียงพอกับความต้องการของประชาชน!!

จึงมีธุรกิจขนส่งเดินรถ แอบแฝงในรูปแบบต่างๆ จะว่าไป ไม่ได้ว่าหรือถือจะเอาผิดใคร ก็นานทีจะมีเทศกาลให้กลุ่มคนเหล่านี้ ได้ตักตวงรายได้บ้าง คนไทยเหมือนกัน ก็ไม่ว่ากันหรอก... แต่ว่า มันโหดไปนะ ถ้าปกติราคาค่ารถ ที่เคยไปในเส้นทางเดียวกันมันอยู่ที่ 262 บาท แต่ช่วงเทศกาล รถที่เคยเดินทางประจำขาดช่วง เราจำเป็นต้องใช้บริการทางเลือกที่มีสนนราคาที่ 680 บาท เราจึงจะได้กลับบ้าน... (นี่โชคดีนะที่มีกะตังค์) แล้วถ้าเป็นคนอื่นที่เค้าไม่ได้หาเงินง่ายล่ะ มันน่าคิดนะ ใครๆก็อยากกลับบ้าน ไปเยี่ยมพ่อเยี่ยมแม่ คนที่เข้ามาทำงานในเมืองหลวง ส่วนใหญ่ ก็มีหัวใจเดียวกันทั้งนั้น! ถึงวันสงกรานต์, ปีใหม่, ตรุษจีน หรือวันหยุดยาวใดๆ ก็อยากกลับบ้าน ไปสูดกลิ่นไอความอบอุ่น เพื่อเสริมแรงกายแรงใจให้มีพอที่จะมาต่อสู้ดิ้นรนกันต่อไป...

นั่นสิ! กลุ่มคนที่หวังโกยผลประโยชน์จากช่วงเทศกาล นั่น..."คนไทยรึเปล่า? " (ไม่ได้จะโฆษณาเบียร์ซ้าง.. แค่อยากถามดังๆ ) คนไทยเหมือนกัน ทำกันได้...

 

ว่ากันต่อ...

ถึงบ้านแล้ว ผู้เป็นแม่ จักแจงที่หลับที่นอนเฝ้ารอ หัวถึงหมอน ก็นอนเอาแรง

อากาศที่ต่างจังหวัด แม้จะมีความศิวิไลซ์ เคลือบแคลงคืบคลานเข้าไป ทำให้ "บ้านนอก" ของฉัน

เปลี่ยนแปลงไปบ้าง แต่ก็ยังจำกลิ่นได้ และก็ยังดีกว่ากลิ่นควันดำๆ ในเมืองหลวง (ว่าเมืองหลวงจัง! แต่ก็ยังมาอยู่อยู่ได้...)

เช้าวันใหม่ ที่บ้านนอก...

ได้ยินเสียงนกร้อง พร้อมๆกับแสงสาดส่องในตอนเช้า - ที่เราไม่เคยได้ยิน ได้เห็นตอนอยู่เมือง!

กลิ่นหอมๆจากหม้อหุงข้าว ที่แม่ตั้งข้าวไว้ - เช้าๆที่นู่น เราล่ะมองหาแต่ข้าวเหนียวหมูปิ้งข้างป้ายรถเมล์ซะเรื่อย..

ได้กินอาหารอร่อยๆ ฝีมือแม่ (แต่ตอนนี้ แม่เราเข้าวันชรามากแล้ว จะมานั่งทำเองก็ดูจะเกินกำลัง "สาวน้อย" ไปหน่อย)

สายๆของวันแรก ช่วงวันหยุด เราและน้องๆ หลานๆ ตั้ง "ป้อม" ที่จะเล่นน้ำ หน้าบ้าน สายยาง, กะละมัง, อ่าง, โอ่ง, ขันและถัง มือปืนฉีดน้ำที่น้องชายตัวดีเก็บรักษามาตั้งแต่สงกรานต์ปีที่แล้ว ก็ยังนำกลับมาใช้เพราะมันยังใช้ได้ดี ปลายสายตา มองไปไกลๆ เห็นขบวนแห่นางสงกรานต์อยู่กลายๆ ผู้คนผ่านมาผ่านไป ให้เราได้สนุกสาดน้ำ... จนบ่าย แดดแรงมากแล้ว ตัวเปียกจนหนาว ทั้งที่แดดแรงลงมติ "พัก" กันก่อนดีกว่า สงสัยจะแก่มากแล้วเรา สาดน้ำจนเมื่อยล้าแขน ได้ความสนุกมาเต็มๆ มันดีใจเวลาได้สาดน้ำ ขอให้ได้สาดก็ดีใจมากแล้ว อันนี้ใครได้เล่นน้ำ ก็คงเข้าใจความรู้สึกนี้ดี!!

พักแล้วพักเลย กินๆๆๆ เพิ่มพลัง ชดเชยที่เสียไปจากการสนุกสาดน้ำ

 

วันที่สอง....

เราขนข้าวของเครื่องใช้ขึ้นรถ..

ไปบ้านเกิด ภูมิลำเนาของ "แม่" อีกที

ทำบุญอุทิศส่วนกุศลถึงผู้ล่วงลับ ทำสังฆทานแด่พระภิกษุสงฆ์....

สิ่งของเสื้อผ้าเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เราไม่ใช้ เราเอาไปมอบให้ญาติที่อยู่ห่างไกล (แต่ว่า.. ถ้าคลื่นมือถือไปถึง อะไรๆก็ไปถึงแล้วนะทุกวันนี้)

ญาติเรา ยังทำนาและภูมิใจที่มีอาชีพทำนา แต่พอถามว่า ปีนี้ท่าจะร่ำรวยมีเงินมีทองกับเค้าบ้างนะ

กลับได้คำตอบกลับมาว่า...

ข้าวแพง ก็จริงอยู่ แต่คนที่รวย ไม่ใช่ชาวนา!

เพราะราคาข้าวที่แพงอย่างทุกๆวันนี้ เป็นข้าวที่เหล่า "พ่อค้า" กวาดซื้อตั้งแต่ตอนที่ยังไม่ขึ้นราคา พอราคาตลาดขึ้น คนที่ได้กำไรงาม ก็ยังเป็นพ่อค้าอยู่ดี ส่วนชาวนา ขายข้าวได้ ก็ต้องเอาไปจ่ายค่าปุ๋ย ใช้หนี้ ธกส. และอื่นๆอีกมากมาย จะมีบางส่วน ที่เก็บเกี่ยวภายหลัง ที่หวังจะขายให้ได้กำไร แต่ก็ยังถูกกดราคาจาก "พ่อค้า" อยู่ดี สู้เก็บไว้กินเองดีกว่า...

แต่น้าก็มีความสุข ที่ลูกหลานโตๆกันมีงานทำ(ก็เข้ามาทำงานกรุงเทพฯ อีกเหมือนลูกหลานบ้านอื่น ที่เด็กรุ่นใหม่ ไม่อยาก"ทำนา" กันแล้ว) แล้วก้ได้ส่งเงินมาให้น้าบ้าง ...

พวกเราไปทำบุญกันที่วัดใหญ่ ใหญ่แต่พื้นที่ แต่ห่างไกลความเจริญ วัตถุน้อย แต่ยังเป็นแหล่งบุญให้ชุมชนได้ยึดเหนี่ยวจิตใจ (เราอยากทำบุญกับ "วัด" แบบนี้ เพราะวัดไหนที่ความเจริญทางวัตถุเข้าถึง วัดก็จะสร้างวัตถุมงคล มาล่อ หาเงินเข้าวัดแล้วพระก็ไม่มีเวลามาเทศนาธรรมให้กับญาตฺโยม กันเลยทีเดียว)

ที่ร้านอาหาร ....

เราดีใจ ที่อิ่มใจ มันเป็นมื้อที่ "อร่อย" มื้อหนึ่ง ก็ตรงที่ เราได้มีส่วนจ่ายค่าอาหารคนละครึ่งกับพี่สาว

จากที่เมื่อเรายังเด็ก แม่จะเป็นคนรับผิดชอบมันทั้งหมด...

วันนี้.. แม่มีหน้าที่อย่างเดียวที่ต้องรับผิดชอบความอร่อยทั้งหมดที่อยู่บนโต๊ะอาหารนั่นซะ!

xปลื๊ม....x

edit @ 16 Apr 2008 21:07:20 by ปุ๊กปิ๊ก

edit @ 16 Apr 2008 21:47:20 by ปุ๊กปิ๊ก

Comment

Comment:

Tweet

คุณ rokonzero
ขอบคุณที่แวะมา แต่รายนี้สงสัยจาหลงทางมาล่ะสิ
จะบอกว่า เราเองก็ใหม่สำหรับการเขียนบล็อคมาก
คงแนะนำรัยไม่ได้
แต่ว่า..เราก็เปนเพื่อนกันได้นะ
เข้ามาอ่านบ่อยๆล่ะ

ปุ๊กปิ๊กbig smile

#2 By ปุ๊กปิ๊ก on 2008-05-19 23:59

ทามไงให้เนื้อมันขึ้นมาเต็มหน้าไม่ขึ้นข้างๆอย่างงี้อะ

#1 By rokonzero on 2008-04-22 02:42